ดูบอลออนไลน์

มวยพักยก

SBOBET

UFABET

poker online

ufa

ufabet

sagame

baccarat

คาสิโนออนไลน์

joker123

คาสิโนออนไลน์

pgslot

บาคาร่า

UFABET

UFABET

slotxo

ดูหนังออนไลน์

มังงะ

ผลบอลสด

บาคาร่า

kardinal stick

บุหรี่ไฟฟ้า

เฟอร์นิเจอร์

ที่นอน

รับทำเสื้อ

รับผลิตอาหารเสริม

ปูนปั้น

สิงคโปร์ผวาโควิดลาม เร่งหาสาเหตุติดเชื้อพุ่ง วันเดียวทะลุ5.3พันราย

  • 0 Replies
  • 86 Views
*

PostDD

  • *****
  • 5144
    • View Profile
กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ กำลังเร่งหาสาเหตุที่ทำให้ยอดผู้ป่วยติดเชื้อโควิดรายใหม่ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ หลังพบผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ เวียดนาม เริ่มฉีดวัคซีนให้กลุ่มเด็กอายุ12-17ปี อินเดียสำรวจพบคนเมืองหลวง มีแอนติบอดีต้านโควิดแล้วกว่า 90%

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานว่า กระทรวงสาธารณสุขสิงคโปร์ ออกแถลงการณ์ระบุว่า ยอดผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่(โควิด-19) รายใหม่อยู่ในระดับที่สูงผิดปกติ โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น มีจำนวน 5,324 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่มีผลตรวจหาเชื้อโควิด-19 เป็นบวกจำนวนมากภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน โดยทางกระทรวงฯ กำลังเร่งหาสาเหตุที่ทำให้ยอดผู้ป่วยติดเชื้อรายใหม่พุ่งสูงขึ้นภายในเวลาสั้นๆ และจะเฝ้าระวังแนวโน้มของยอดผู้ป่วยติดเชื้อต่อไป โดยขณะนี้ สิงคโปร์มียอดผู้ป่วยติดเชื้อสะสมกว่า 184,400 คน และผู้เสียชีวิต 349 คน โดยมีประชาชนได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ครบโดสร้อยละ 84 จากประชากรทั้งหมด 5.6 ล้านคน


 

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สิงคโปร์ได้ประกาศขยายมาตรการจำกัดทางสังคมบางส่วนในการควบคุมการระบาดของโรคโควิด-19 เป็นเวลา 1 เดือนเพื่อบรรเทาความตึงตัวของระบบสาธารณสุข เช่น การจำกัดการพบปะทางสังคมและการรับประทานอาหารนอกบ้านได้โต๊ะละไม่เกิน 2คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน สื่อท้องถิ่นเวียดนามรายงานว่าเมืองโฮจิมินห์ซิตีทางตอนใต้ของประเทศเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ให้เด็กอายุ 12-17 ปี ซึ่งนับเป็นพื้นที่แรกของประเทศที่ดำเนินโครงการดังกล่าว โดยเริ่มที่อำเภอกู๋จี มีการฉีดวัคซีนให้นักเรียนมัธยมมากกว่า 1,500 คน โดยแผนการของคณะกรรมการกำกับดูแลการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ของโฮจิมินห์ซิตี ระบุว่าจะมีเด็กช่วงอายุนี้ได้รับวัคซีนราว 780,000 คน ขณะเดียวกันจังหวัดกว๋างนิญทางตอนเหนือของเวียดนามประกาศแผนการเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ให้เด็กเกือบ 119,000 คน ตั้งแต่วันเสาร์ 30 ต.ค. เป็นต้นไป

ทั้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามระบุว่าเวียดนามฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ทั่วประเทศกว่า 76 ล้านโดสแล้ว ซึ่งรวมถึงวัคซีนโดสที่สองกว่า 22.2 ล้านโดส


 
ขณะที่สื่อท้องถิ่นในประเทศอินเดียอ้างอิงรายงานของรัฐบาลระบุว่า ประชาชนภายใต้การสำรวจสิ่งส่งตรวจที่รวบรวมจากประชากร ครั้งที่ 6 ซึ่งครอบคลุมภูมิภาคเมืองหลวง มีแอนติบอดีต่อต้านโรคติดเชื้อโควิด-19 แล้วกว่าร้อยละ 90 นั่นหมายความว่ามีโอกาสน้อยที่เดลีจะเผชิญการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ร้ายแรงเหมือนระลอก 2 เมื่อเดือนเมษายนและพฤษภาคม จนกว่าจะมีเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่ร้ายแรงกว่าเกิดขึ้น แต่เราไม่สามารถกล่าวได้ว่าเดลีมีภูมิคุ้มกันหมู่แล้ว แม้จำนวนผู้มีแอนติบอดีสูงก็ตาม

รายงานข่าวชี้ว่าไม่สามารถสรุปได้ว่าการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ช่วยให้อัตราผลตรวจแอนติบอดีเป็นบวกในภูมิภาคเมืองหลวงสูงขึ้นหรือไม่

การสำรวจครั้งที่ 6 เก็บตัวอย่างจากหอผู้ป่วย 280 แห่ง รวมถึงหอผู้ป่วยของสภาเทศบาลนครนิวเดลีและคณะกรรมการฐานทัพ จำนวน 28,000 รายการ ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย. และพบอัตราผลตรวจแอนติบอดีเป็นบวกในทุกเขตล้วนสูงเกินร้อยละ 85 ด้วยสัดส่วนผู้หญิงสูงกว่าผู้ชาย

ก่อนหน้านี้การสำรวจฯ ครั้งที่ 5 ซึ่งจัดทำเมื่อเดือนมกราคม พบสัดส่วนประชาชนในเดลีที่มีแอนติบอดีต่อต้านโรคโควิด-19 อยู่ที่ร้อยละ 56.13


 
ที่ประเทศชิลี รัฐมนตรีช่วยสาธารณสุข กล่าวว่า ผู้ติดเชื้อรายใหม่ส่วนใหญ่มาจากการแพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์เดลตาและการผ่อนคลายการเว้นระยะห่างทางสังคมของประชาชน และว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาร้อยละ 41 ของผู้ป่วย ซึ่งเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วยหนักเป็นผู้ที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยกรุงซานติอาโก ซึ่งเป็นเมืองหลวง มีสถิติจำนวนผู้ติดเชื้อสูงสุด ประชากรเกือบร้อยละ 92 ได้รับการฉีดวัคซีนครบโดส และผู้ที่มีอายุระหว่าง 6-11 ปีอยู่ระหว่างการเข้ารับการฉีดวัคซีน

ทางด้านสำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เมื่อไม่นานนี้ หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตัน โพสต์ ของสหรัฐฯ รายงานว่าคณะทำงานด้านวัคซีนประจำทำเนียบขาวปฏิเสธข้อเสนอบริจาควัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 เหลือใช้ให้ประเทศอื่นๆ แม้วัคซีนเหล่านี้ในหลายรัฐของสหรัฐฯ กำลังจะหมดอายุในไม่ช้าก็ตาม

รายงานระบุว่าความต้องการวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในหน่วยงานด้านสุขภาพและโรงพยาบาลหลายแห่งของแคลิฟอร์เนียตอนใต้เริ่มลดน้อยลง ขณะที่วันหมดอายุของวัคซีนที่ไม่ได้ใช้งานใกล้เข้ามาทุกที ดังนั้นหน่วยงานขนาดเล็กรอบเมืองซานดิเอโกจึงเสนอแผนบริจาควัคซีนหลายพันโดสไปยังเม็กซิโก ซึ่งดำเนินการฉีดวัคซีนค่อนข้างล่าช้า และมีอัตราการติดเชื้อสูง


 
อย่างไรก็ดี คณะทำงานฯ ออกมาคัดค้านแผนการดังกล่าว รวมทั้งแนวคิดที่คล้ายคลึงกันของรัฐบาลท้องถิ่นและรัฐบาลระดับรัฐแห่งอื่นๆ โดยให้เหตุผลว่า “วัคซีนในสหรัฐฯ เป็นทรัพย์สินของรัฐบาลกลาง ไม่ใช่ของเมืองหรือรัฐต่างๆ ดังนั้นรัฐบาลกลางมีสิทธิใช้งานวัคซีนเหล่านี้ และการตัดสินใจบริจาควัคซีนจำเป็นต้องมาจากรัฐบาลกลางในกรุงวอชิงตันเท่านั้น”